【节日导读】火箭节是流行于泰国东北部的与农业生产相关的节日。泰国东北部地处呵叻高原,缺乏水源,过去的农业生产基本靠雨水维持,所以,每年都会有求雨的仪式,火箭节的目的就是为了向天神祈雨。人们相信鬼神世界和人类世界是同时存在的,人类世界受鬼神控制和庇佑,风、雨、雷、电等由天神掌控,如果要得到天神的保佑,人们就得祭拜天神,因为天神喜欢火焰,所以,人们就以放炮仗的形式来祭拜管理雨神的天神。另外,泰国东北部还流传着另一个与火箭节有关的民间传说,一次,佛祖不明缘由地将蟾蜍作为人类的祖先,并让它住在菩提树下,因而惹怒了管理雨神的天神,天神降罪于人类世界,连续三个月不下雨,人类和所有动物、植物都陷入生命危险之中,人类和动物就聚集到菩提树下商议,一起去讨伐天神。龙王的军队、黄蜂军队曾先后讨伐天神的军队,但都失败了。最后,蟾蜍请愿领军讨伐天神,为了让所有的动物都能到天神的城池,蟾蜍的队伍加入了白蚁、蜻蜓和蜈蚣等,白蚁咬食天神的木质武器,蜻蜓和蜈蚣搬运用来做饭和火烧天神士兵衣服的柴垛,蟾蜍制订好作战计划后所有动物各司其职,通力合作,最终打败了天神,并和天神约定:1.如果人们什么时候向天空发射火箭,就让天神派雨神降雨;2.如果听到青蛙或浮蛙的叫声就知道已经下雨了;3.如果听到汽笛声,就是告诉天神收割的季节到了,可以收雨水了。火箭类似于中国的炮仗,种类较多,大小不一,但都是用8—10米的竹竿做炮身,尾部用竹筒扎捆,里面装上火药,炮身上装饰着富有泰国特色的花纹,其中,龙形、蛇形、蟾蜍形的花纹居多。火箭节的举办时间一般为宋干节后面第四个周末,举办的时间为两天,第一天为火箭游行队伍比赛,第二天为点燃火箭升高比赛。
เทศกาลบุญบั้งไฟ
ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ
ชาวบา้นเชื่อว่ามีโลกมนษุย ์โลกเทวดา และโลกเทวดามนุษยอ์ยู่ใตอ้ิทธิพลของเทวดา การ
าผีฟ้า เป็นตวัอย่างท่ีแสดงออกทางด้านการนบัถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า“แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่าฝน ฟ้า ลมเป็นอิทธิพลของแถน หาก
าให้แถนโปรดปรานมนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟ ก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสาน
านวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไปแต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐาน ที่แน่นอนนอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคากหรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์
ภาพที่ ๑พญาคันคาก
าเภอเมือง จังหวัดยโสธร
ความหมายของบั้งไฟ
บ้ังไฟ
าว่าในภาษาถ่ินอีสานมักจะสับสนกับ
าว่าบ้องไฟนั้นดงัท่ี เจริญชยั ดงไพโรจน ์ไดอ้ธิบายความแตกต่าง”ควรเรียกว่าบ้ังไฟของ
าทงั้สองไวว้่า บงั้หมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอกเช่น บงั้ทิง
าหรบัใส่
าด่ืม หรือบงั้ขา้วหลาม เป็นตน้ ส่วน
าว่า บอ้ง หมายถึง ส่ิงของใด ๆ ก็ไดท้่ีมี ๒ ชิน้ มาสวม หรือประกอบเขา้กันไดส้่วนนอกเรียกว่า บอ้งส่วนในหรือส่ิงท่ีเอาไปสอดใส่จะเป็นสิ่งใดก็ได ้เช่น บอ้งมีด บอ้งขวาน บอ้งเสียม บอ้งวัว บอ้งควาย ดังนั้น
าว่าบงั้ไฟ ในภาษาถ่ินอีสานจึงเรียกว่า บงั้ไฟ ซ่ึงหมายถึงดอกไมไ้ฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาค่วักับถ่านไมต้าใ
เ้ข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หม่ือ(ดินปีน) และเอาหมื่อนนั้ใส่กระบอกไมไ้ผ่
าใหแ้น่นเจาะรูตอนทา้ยของบงั้ไฟ เอาไผ่ท่อนอ่ืนมัดติดกับกระบอกใหใ้ส่หมื่อโดยรอบ เอาไมไ้ผ่ยาว
าหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว
าหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่าในทัศนะของผู้วิจัย บงั้ไฟ คือการ
าเอา ”บัง้ไฟ“กระบอกไมไ้ผ่เลาเหล็ก ท่อเอสลอน หรือเลาไมอ้ย่างใด อย่างหน่ึงมาตามอัตราส่วนท่ีช่าง
าหนดไวแ้ล้วประกอบท่อน (ดินปืน) บรรจุหมื่อหัวและท่อนหางเป็นรูปต่าง ๆ ตามที่ตอ้งการ เพื่อ
าไปจุดพุ่งขึน้สู่อากาศจะมีควันและเสียงดังบงั้ไฟมีหลายประเภทตามจุดมุ่งหมายของประโยชนใ์นการใชส้อย
ในทางศาสนาพราหมณ์การบูชาเทพเจ้าดว้ยไฟถือว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าเบือ้งบนสวรรค ์ ดงันัน้การจุดบงั้ไฟเป็นการละเล่นอีกอย่างหน่ึงและเป็นการบูชาเทพเจา้ เพ่ือใหพ้ระองคบ์นัดาลในส่ิงท่ีตนตอ้งการ
ในทางศาสนาพุทธมีการฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชากลางเดือนหก มีการ
าดอกไม้ไฟในแบบต่าง ๆ ทัง้ไฟ
ามัน ไฟธูปเทียนและดินประสิว ในงานนีม้ีการรกัษาศีล การใหท้าน การบวชนาค การอดัทรงและนิมนตพ์ระเทศน ์
ลายบงั้ไฟ ใชล้ายศิลปไทย คือ ลายกนก อนัเป็นลายพืน้ฐานใน การแกะสลักลายบงั้ไฟ โดยช่างจะนิยมใชก้ระดาษดงัโกทองดา้นเป็นพืน้และสีเม็ดมะขามเป็นตวัสับลาย เพ่ือใหล้ายเด่นชัดในการตกแต่งเพ่ือให ้ ความสวยงาม
ตวับงั้ไฟมีลูกโอจ้ะใช้ลายประ
ายาม ลายหน้าเทพพนม ลาย หนา้กาล ลูกเอใ้ชล้ายประ
า ยามกา้มปูเปลว และลายหนา้กระดานฯลฯ
กรวยเชิง: เป็นลวดลายไทยท่ีเขียนอยู่เชิงยาบท่ีประดับพริว้ลงมาจากชว่งตวับงั้ไฟ
ยาบ: เป็นผา้ประดบัใตเ้ลาบงั้ไฟ จะสบัลายใดขึน้อยู่กับช่างบงั้ไฟนนั้ เช่น ลายกา้นขูดลายกา้นดอกใบเทศ
พระนาง: เป็นรูปลกัษณส์่ือถึงผาแดงนางไอ ่หรือตวัละครในเรื่องรามเกียรติ ์พระลกัษณ ์พระรามเป็นตน้
กระรอกเผือก: ทา้วพงัคี แปลงรา่งมาเพ่ือใหน้างไอ่หลไหล
ปลอ้งคาด: ลายรกัรอ้ย ลายลูกพดัใบเทศ ลายลกูพดัขอสรอ้ย เป็นตน้
เกริน: เป็นส่วนที่ยื่นออกสองข้างของบุษบก เป็นรูปรอนเบ็ดลาย
กนก:
าหรับตั้งฉัตรท้ายเกรินราชรถประดับส่วนท้ายของหางบั้งไฟ
บุษบก: เป็นองค์ประกอบไว้บนราชรถ เพื่อสมมุติให้เป็นปราสาทผาแดงนางไอ่
ต้างบั้งไฟ: ลายกระจังปฏิญาณ ลายก้านขด ลายพุ่มข้าวบิณฑ์
ลายประกอบตกแต่งอื่น ๆ ลายกระจังตั้ง กระจังรวน กระจังตาอ้อย ลายน่องสิงห์บัวร่วน กลีบขนุน
ประเภทของบั้งไฟ
บงั้ไฟโบดหรือโหวด เป็นบงั้ไฟขนาดเล็กตวักระบอกจะยาวขึน้ ประมาณ ๔- ๑๐ นิว้ บรรจหุม่ือหนกัประมาณ ๑ สว่น ๘ ถึง ๑ ส่วน๒กิโลกรมั ใชห้างยาวประมาณ ๑ ๔ เมตร มีกระบอกไมไ้ผ่เล็ก ๆ มดัวาง รอบตวับงั้ไฟนิยม
าประกอบกันในบงั้ไฟใหญ่บงั้ไฟหม่ืน, บงั้ไฟแสน ปัจจบุนัไมค่อ่ยนิยม
าเพราะไม่มีชา่ง
บัง้ไฟม้า บั้งไฟชนิดนีเ้ป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางท่ี
าหนดใชเ้สน้ลวดเป็นวิถีตรงึไปยงัเป้าหมายท่ีตอ้งการ ลกัษณะท่วัไปเป็นบั้งไฟที่
าจากกระบอกไม้ไผ่ ๑ ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยท่ัวไปเสน้ผ่าศูนยก์ลางประมาณ ๒ นิว้ ยาวประมาณ ๑ ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ลูกหนูคลา้ยมา้ที่
าลงัว่ิงถา้ติดรูป” อะไรก็เรียกช่ือไปตามนั้น เป็นคนข่ีม้า รูปวัวแล้วแต่จะ
ารูปอะไรบางครงั้ภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
บัง้ไฟชา้ง บงั้ไฟชนิดนีไ้ม่มีหาง มีช่ืออีกอย่างหน่ึงว่า กระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องการให้พุ่งขึน้ไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคลา้ยกับช้างรอ้ง วิธี
าบงั้ไฟให้ใชก้ระบอกไมไ้ผ่ท่ีมีขนาดใหญ่ที่สุดยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง ๒ ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจหุม่ือแลว้ต่อชนวนเขา้รูแทง่หม่ือ
าจากหมื่อถ่าน๓- ๔อดัลงในไมไ้ผ่ขนาดเล็กใหแ้น่น แลว้ผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคลา้ยขา้วหลาม ใหไ้ดแ้ท่งประมาณ ๓ นิว้ การจุดนัน้นิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่ เวลาจดุชนวนผ่าจะเกิดเสียงดงัเหมือนเสียงชา้งรอ้ง นิยมวางต่อกัน เป็นช่วง ๆ กระบอก ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการ
าใหเ้กิดเสียงนนั้ ๆ
บัง้ไฟแสน บงั้ไฟชนิดนีเ้ป็นบงั้ไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก ๑๒๐ กิโลกรัมขึน้ไป บัง้ไฟขนาดนี้
ายากที่สุดจะต้องอาศัยความ
านาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนีห้ากแตกแล้วจะเป็นอนัตรายมาก เพราะฉะนนั้ก่อน
าบงั้ไฟจะตอ้งมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกตอ้งตามหลักการ
าบงั้ไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือ
า เม่ือตกแต่งบงั้ไฟเสร็จเรียบรอ้ยแลว้จะมีการตกแตง่ประดบัประดาบงั้ไฟ
บัง้ไฟตะไล บัง้ไฟชนิดนีก้็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่น่ันเอง มีความยาวประมาณ ๙- ๑๒ นิว้ รูปร่างกลม มีไม้บาง ๆ แบน ๆ เป็นวงกลมครอบหวัทา้ยบงั้ไฟเม่ือพ่งุขึน้สฟู่้าไปโดยทางขวาง
บงั้ไฟตือ้หรือบงั้ไฟกระแตน่งัตอ เป็นบงั้ไฟขนาดเล็กมีหางสนั้ วิธี
า ตดักระบอกไมไ้ผ่ขนาด ๑ นิว้คร่งึยาวประมาณ ๓ นิว้ อัดหม่ือให้แน่นประมาณ ๒ นิว้ ใชห้ม่ือถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่นต่อหาง ซึ่ง
าจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็ก ๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะใหเ้ป็นรูเล็ก ๆ แลว้ตดิชนวนเวลา จะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นท่ีตงั้พอใหต้งั้ได ้จดุชนวนจากดา้นบน บงั้ไฟจะพ่งุและหมนุขนึ้ส่อูากาศเกิดเสียงดงัตือ ๆ เวลาหมุนจะไม่คอ่ยมีทิศทาง ใชจ้ดุในงานศพ เวลาจดุมีอนัตรายมากไมค่อ่ยนิยม
ากัน
บัง้ไฟพลุ เป็นบัง้ไฟท่ีนิยมจุดในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานกฐิน งานบญุมหาชาติหรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบงั้ไฟท่ีจดุแลว้
าให้เกิดเสียงดงั ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนท่วัไปใหท้ราบ
รูปแบบงานบุญบั้งไฟ
ประเพณีบุญบั้งไฟ แบ่งงานออกเป็นงานใหญ่ ๆสองงานด้วยกันคือวันแรก เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ๑๐.๐๐น.เป็นขบวนแห่บั้งไฟสวยงามไปตามถนนสายหลักใจกลางเมืองชาวบ้านจากคุ้มต่าง ๆ จะ
าบั้งไฟขึ้นขบวนรถที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามเป็นลวดลายไทยงามวิจิตร
าแห่แหนด้วยขบวน
าประกอบดนตรีพื้นเมืองบนขบวนรถบางทีจะเป็นธิดาบั้งไฟโก้เทพบุตรเทพธิดาตัวน้อย ๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องราว
าลองจากนิยายพื้นบ้านปรัมปรา เช่นเรื่องท้าวผาแดง นางไอ่เป็นต้น นอกจากนี้ที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ขบวนรีวิวประเภทเนื้อหาสาระและตลกขบขันต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ชาวเมืองที่ต่างอายุกันได้มีโอกาสเข้าร่วมงานอย่างเสมอหน้าและมาประกวดประชันกันอย่างสนุกสนานส่วนวันที่สองเริ่มแต่เช้าที่สวนพญาแถนเป็นการประกวดการจุดบั้งไฟ มีการประกวดบั้งไฟขึ้นสูงและบั้งไฟแฟนซีต่าง ๆ ในขณะที่ชาวบ้านชาวคุ้มต่าง ๆก็จะยกขบวนออกร้อง
า
าเพลงกันตลอดทั้งวันอย่างสนุกสนาน
จุดเด่นของพิธีกรรม(https://www.xing528.com)
จุดเด่นของการชมประเพณีบุญบั้งไฟอยู่ที่ช่วงเช้าของวันแรกคือ วันแห่บั้งไฟสวยงามสามารถชมได้ ที่ปะ
าพิธีถนนใจกลางเมืองและช่วงเช้าวันที่สองคือ การจุดบั้งไฟขึ้นสูงที่สวนสาธารณะพญาแถน
านาน
ประเพณีบุญบั้งไฟตาม
านานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติ
าเนิดเป็นพญาคางคกได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดีด้วยเหตุใดไม่แจ้งพญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มากจึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง๗เดือน
าให้เกิดความ
าบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์และพืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็น
านวนมาก พวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญาคางคก สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถนที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถนแต่ก็ต้องพ่ายแพ้จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบแต่ก็ต้องพ่ายแพ้อีกเช่นกัน
าให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมด
าลังใจและสิ้นหวังได้แต่รอวันตาย ในที่สุดพญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนในการรบโดยให้ปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถนซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ
ภาพที่ ๒ ขบวนแห่งานบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร
าหรับมอดได้รับหน้าที่ให้
าการกัดเจาะด้ามอาวุธที่
าด้วยไม้ทกุชนิดสว่นแมลงป่องและตะขาบใหซ้่อนตวัอยู่ตามกองฟืนท่ีใชห้งุตม้อาหารและอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถน
าหน้าที่กัดต่อย หลงัจากวางแผนเรียบรอ้ย กองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพ่ือปฏิบัติหนา้ท่ีการรบ มอด
าหนา้ที่กัดเจาะดา้มอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระส่าระสาย ในที่สดุพญาแถนจึงไดย้อมแพแ้ละตกลง
าสัญญาสงบศกึกบัพญาคางคก ดงันี ้
๑.ถา้มวลมนษุยจ์ุดบงั้ไฟขึน้สู่ท้องฟ้าเม่ือใด ใหพ้ญาแถนส่งัให้ฝนตกในโลกมนุษย ์
๒.ถา้ไดย้ินเสียงกบ เขียดรอ้ง ใหร้บัรูว้่าฝนไดต้กลงมาแลว้
๓.ถา้ไดย้ินเสียงสนูหรือเสียงโหวดให ้(เสียงธนูหวายของว่าว)ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวหลังจากท่ีได้สัญญากันแลว้ พญาแถนจึงไดถู้กปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบดันี ้
เอกสารอ้างอิง
มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี )๒๕๕๓(.บั้งไฟอีสาน.สืบค้น ๒๐มิถุนายน ๒๕๖๓,จากhttp://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/ubuart-culture/wp-content/uploads/2016/05/ isan-rocket-format.pdf
词汇
แถน天神、天空
โปรดปราน宠爱、喜爱
ภักดี效忠、忠诚
พญา大王、神
ปรัมปรา (ปะ-
า-ปะ-รา)传说、古代流传下来的典故
บั้งข้าวหลาม竹筒糯米饭
กระบอก竹筒、竹管、筒状物、柱面、花瓣
บ้อง竹筒、抽大麻的烟筒
ประสิว显婆、吉利、舒服、繁荣、进步
ถ่วง下坠、下落
ไผ่ท่อน节、段、棒
กนก黄金、金、荆棘
ลับ磨平
ปลวก白蚁
นาคี龙王
มอด象鼻虫、白蚁
เขียด浮蛙
โหวด汽笛
ระงม熏、炎热、闷热,唧唧叫(动)
ระ
่าระสาย溃败、溃不成军,动荡、动
免责声明:以上内容源自网络,版权归原作者所有,如有侵犯您的原创版权请告知,我们将尽快删除相关内容。
